個人檔案™◈ღ╬═Ψ€ÏçÕm∑ †ø Îñ mЧ H€...相片部落格清單更多 ![]() | 說明 |
™◈ღ╬═Ψ€ÏçÕm∑ †ø Îñ mЧ H€ðξŦ═╬ღ◈™ |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
แวะเข้ามาแล้ว...เม้นให้เค้าด้วยน่ะ...ขอบคุณค่ะ!!... Hi everybody.. Welcome to my page!!! Thank you for noticing my page, and thank you for your nice comment. I knew you will come to my page today, and here you are. It's cool to have you here... My hello-a-lo-haa spaces.
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
10/7/2008 18 วิธีที่จะทำให้ชีวิตมีความสุข....สั้นๆ 4 ข้อเท่านั้น ก็รู้นิสัยแล้ว
แบทดสอบทายนิสัยกัน
********************************
ตรงรึป่าวจ๊ะ....?!!!!
17/6/2008 MAiL>กว่าจะเจอ...รีสอร์ทในฝันSubject: FW: กว่าจะเจอ...รีสอร์ทในฝัน
Date: Mon, 9 Jun 2008 05:53:52 +0000 ข้อมูลเพิ่มเติมเพื่ออยากไปกัน อยู่ที่เขาสก สุราษฏร์ธานี ชื่อ ภูผาและลำธาร (The Cliff & Jungle Resort) ข้อมูลติดต่อสอบถาม ที่อยู่ : ถนนสุราษฎร์-ตะกั่วป่า กิโลเมตรที่ 97 ตำบลคลองศก อำเภอพนม จังหวัดสุราษฎร์ธานี โทรศัพท์ : 0 7720 1151-9, 08 7271 8787 จำนวนที่พัก : 30 ห้อง ราคาสูงสุด-ต่ำสุด : 1,800 - 1,800 บาท เดินทางท่องเที่ยวมาเยอะพอสมควร ไม่ค่อยได้เจอรีสอร์ทที่ถูกใจมากมากแบบนี้เลยสักครั้งเดียว ...ทำเลอยู่ในหุบเขาใหญ่ เป็นเขาหินปูน แค่รูปทรงของขุนเขาก็กระชากใจเราไปกว่าครึ่งแล้ว ...อาคารต้อนรับอยู่บนเนิน ที่พักต้องเดินลงไปทางด้านล่างหุบเขา ที่พักมีสามระดับไล่เรี่ยลงไปจนถึงร้านอาหารที่เห็นไกลไกล ..ผมขอพักแถวบนสุดใกล้สระว่ายน้ำ ตั้งใจตื่นขึ้นมาตอนเช้าจะได้เห็นสายหมอกลอยคลอเคลียยอดเขาและหุบป่าทึบ และก็ไม่ผิดหวัง...ที่ได้ตื่นขึ้นมานอนฟังเสียงสายหมอกหยอกขุนเขาตั้งแต่เช้ามืด เก้าโมงเช้าแล้ว สายหมอกยังร่ายรำไม่เสร็จสิ้น.... ผมนอนบนแคร่ไม้ไผ่หน้าห้อง...ไม่อยากเดินลงไปทานอาหารเช้าเลย อิ่มหมอก.... ..เดินขึ้นมาทางด้านบนนิดเดียว ก็เห็นวิวสวยสวยของสระน้ำ... เห็นฝรั่งหนุ่มสาวสองสามคนลงแช่น้ำตั้งแต่เช้ามืด ยามค่ำคืน..... นี่เป็นตอนใกล้ค่ำ...เสียงชะนีร้องเรียก ผัวะ ผัวะ มาจากตรงหน้าผาที่ไกลตา (แต่ใกล้ใจ...) ...บรรยากาศจากในห้องพัก นั่งอ่านหนังสือได้ทั้งวันเลยครับ ....ลานหน้าที่พัก ถ้าช่วงเดือนหงาย น่าเอาฟูกมาปูนอน ทักทายยายกับตาที่พระจันทร์ได้เลย
...ล๊อบบี้...รีสอร์ท มีคุณลุงท่าทางกระฉับกระเฉงนั่งรอรับแขกอยู่คนเดียว กลางคืน นั่งฟังเสียงจักจั่น ได้บรรยากาศบ้านป่ามากมาก ...คืนที่ไป แร ม 1 ค่ำด้วย แต่ฝนฟ้าไม่ค่อยอำนวย ได้ชมจันทร์แป๊บเดียว.. มีเมฆไหลลงสู่หุบเขาตั้งแต่สี่ทุ่ม.... ถ้าหูไม่แว่ว...ได้ยินเสียง แปร๋น ของช้างมาจากที่ไม่ไกลด้วย..... ..ผมเดินขึ้นไปบนเนิน ที่ตั้งล๊อบบี้...
มองลงมาจากล๊อบบี้ หมอกหนายามเช้า เป็นทัศนียภาพที่เห็นได้เต็มตา .....ถ้าเป็นยามเย็นน่ามานั่งเมาท์กันมากเลยครับ มองจากตรงกลางทางเดินจากล๊อบบี้...ร่มแดงสามคันคือ สระว่ายน้ำ < /FONT>
..ผมไปกันสองคนกับ 'แสงแรก' ลูกสาวคนเล็ก บรรยากาศที่ห้องอาหาร อยู่ริมผาหินปูน มีแค่ลำคลอง 'สก' ขวางกั้นเอาไว้ ทานอาหารเช้าไปพลาง แหงนมองเขาหินปูนแกล้มสายหมอกไปพลาง ช่างสุขอะไรอย่างนี้ ขณะนั่งละเลียดอาหารเช้าอย่างอ้อยอิ่ง.... ต้นเสียง แปร๊น ยามดึกดื่น ก็เผยโฉมให้เห็น.... ...มองจากร้านอาหารริมน้ำขึ้นไปทางบ้านพักที่ตั้งอยู่บนเนินเขา ..เก้าโมงเช้า.. ร้านอาหารขนาดกลาง ซ่อนตัวอยู่ในแมกไม้เขียวชะอุ่ม มีสายหมอกตั้งเพิงรับเป็นหลังคาอยู่เชิงผา เรือแคนูสีสด...รอรับนักท่องเที่ยวอยู่ทางด้านข้าง < /FONT> ..ที่พักแถวล่างสุด อยู่หว่างต้นยางพารา(ที่ยังมีการกรีดในตอนเช้า) และต้นเงาะโรงเรียน ใครขี้เกียจเดินขึ้นลงเนิน ก็เลือกพักที่ตรงนี้ได้ สงบน่าผูกเปลนอน... ...บางทีก็มีเพื่อนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ที่พักอยู่รีสอร์ทอื่น นั่งเรือท่องธรรมชาติให้เราได้เพลินระหว่างมื้ออาหารด้วย ...มากับลูกสาวทั้งทีก็ไม่อยากขัดใจเค้า.... ล่องสารธารเล่นในยามบ่าย ใช้เวลาสองชั่วโมง ราคา 250 บาท/คน มีคนคัดท้ายให้ด้วย ก็นับว่าเป็นกิจกรรมที่น่าสนใจพอสมควร ...ทักทายแขก...อยู่ริมทางเดินขึ้นบ้านพัก ..ผมร่ำลาด้วยภาพนี้น่ะครับ.....
********************* ผมเจอรีสอร์ทนี้โดยบังเอิญจากในเวบ ตัดสินใจจองไปพักเพราะชอบโลเคชั่น ไม่ได้คาดหวังอะไรมากนัก แต่พอไปพักจริงกลับชอบมาก ราคาไม่แ พงเกินไป พักครั้งที่สองมีลดให้ด้วยโดยไม่ต้องต่อรอง เป็นรีสอร์ทที่สวยมากมาก สงบ เรียบง่าย แต่ดูหรูอยู่ในที แอร์ในห้องแทบไม่ต้องเปิดเลยครับ เพราะอากาศหนาวกำลังพอดี ในห้องไม่ค่อยได้ถ่ายภาพมา ..เตียงนอนใหญ่ ถ้าไปสามคนพ่อแม่ลูก คงไม่ต้องใช้เตียงเสริมเลยครับ หน้าห้องเปิดกว้างสู่ขุนเขา (ชอบมาก) ห้องน้ำกับห้องหนัก/เบา แยกอยู่คนล่ะข้างของบ้าน (ตกแต่งน่ารักมาก) เวลาจะเข้าห้องนอนต้องเดินลงบันใด ไปทางด้านปีกที่แยกไปทั้งสองข้าง หน้าห้องน้ำเป็นที่ เก็บเสื้อผ้า ตู้เย็น อ่างล้างหน้า ทำให้ห้องนอนแยกออกไป เป็นสัดส่วนไม่ปนกัน ......หวังว่าเพื่อน ๆ ในนี้คงถูกใจน่ะครับ อ๋อ อีกนิดหนึ่ง...คุณลุงบอกว่า เช็คเอาท์ห้าโมงเย็นได้ครับ (อันนี้ก็ถูกใจคนชอบนอนยามบ่ายมากครับ อิอิ) การเดินทางค่อนข้างสะดวกครับ - จากสนามบินสฏ ขับรถมาทางสาย เอเชีย (สาย 41) มุ่งลงใต้ ผ่าน โคออป ระยะทางช่วงนี้ ราว สิบกว่า กม. จะถึงสี่แยกใหญ่ มีสะพานลอยรถ (สะพานลอยอยู่บนสาย 41) เลี้ยวขวาลอดใต้สะพาน เพื่อเข้าสู่เส้นทางสาย 401 ที่มุ่งสู่ตะกั่วป่า ถนนช่วงนี้กำลังปรับเป็นสี่เลน แต่ก็สะดวกพอสมควร ช่วงนี้ระยะทางประมาณ 80 กม. ไม่ต้องเลี้ยวที่แยกใดใดทั้งสิ้น พุ่งตรงไปทางทิศตะวันตกตลอด พออีก 10 กม. จะถึงอุทยานเขาสก(ภาคพื้นดิน ไม่ใช่กุ้ยหล ิน) จะเห็นทางเข้ารีสอร์ทอยู่ทางด้านซ้ายมือ ป้ายใหญ่มองเห็นชัด(แต่จากถนนจะมองไม่เห็นรีสอร์ท) กลางคืนไฟส่องสว่าง เป็นถนนราดยางอย่างดี เข้าไปแค่ 50 เมตร ก็จะเห็นสวรรค์แล้วครับ ******************************************************************* 30/4/2008 ความรัก..กับ ความผูกพัน หน้าตาคล้ายกัน ..ความรัก..กับ ความผูกพัน หน้าตาคล้ายกัน ..
เหมือนซ้าย - ขวา แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่ ... รู้สึกว่า .. คิดถึง .. แล้วมาหา คือ .. รัก รู้สึกว่า .. เคยมาหา .. เลยมาหา คือ .. ผูกพัน รู้สึกว่า .. หิว .. แต่อยากรอ คือ .. รัก รู้สึก ว่า .. อิ่มแล้ว .. อยากเอามาฝาก คือ .. ผูกพัน รู้สึกว่า .. อยากให้เวลากัน และกัน คือ .. รัก รู้สึกว่า .. อยากใช้เวลา ด้วยกัน คือ .. ผูกพัน รู้สึกว่า .. หงุดหงิด คือทำให้อีกคนไม่สบายใจ คือ .. รัก รู้สึกว่า .. โกรธคือทำให้อีกคนสำนึกบ้าง คือ .. ผูกพัน รู้สึกว่า .. ไม่มี นาทีไหนไม่คิดถึง คือ .. รัก รู้สึกว่า .. นาทีไหนที่ว่างจะคิดถึง คือ .... ผูกพัน ขอบคุณเหลือเกิน .... ความผูกพัน .. ที่ทำให้รัก ขอบคุณเหลือเกิน .. รักที่เป็นมากกว่า .. ความผูกพัน ว่าแต่คุณเคยไหม? ที่รักใครคนหนึ่ง ด้วยความรู้สึก ว่า .. เคยผูกพันเหมือนเคยรักกัน .. แล้วพลัดพราก ต้องมาตามหากันเป็นแรมปี ถ้าเคยรู้สึกอย่างนี้ ยามที่มองแววตาใครคนนั้น .. แล้วรู้สึกอยากอยู่ข้าง ๆ เพื่อคอยกางแขนปกป้องและดูแลไปตลอดชีวิต ความรู้สึกนั้น .. เรียกว่า รักและผูกพัน ความรู้สึกที่ .. มิอาจพรากจากกัน ได้อีกแม้เพียงหนึ่งเสี้ยววินาที วิธีดูรุ่น..รถเต่าBeetle ปี 1949 รถรุ่นนี้เป็นรุ่นแรกที่มีระบบมอเตอร์สตาร์ แต่เดิมใช้วิธี มือหมุน แบบรถโบราณ และเพิ่มสายดึงสำหรับ เปิดกระโปรงหน้า แทนการไปกดปุ่ม ที่หน้ากระโปรงอย่างเดียว กระจกด้านหลังจะเป็นแบบ 2 จอ ![]() Beetle ปี 1950 รุ่นนี้รูปทรงไม่เปลี่ยนไปจากเดิม ส่วนที่เพิ่มคือเปลี่ยน ระบบเบรค จากใช้สายเคเบิ้ลดึงเอามาเป็นระบบไฮโดรอลิค และ ในห้องโดยสารเพิ่ม ช่องเขี่ยบุหรี่ บริเวณแผงหน้าปัด แล้วที่ท่อไอดีของเครื่องยนต์ จะมีระบบหล่อให้อุ่น จากท่อไอร้อน ซึ่งเหมาะสำหรับเมืองหนาว ![]() Beetle ปี 1951 เพิ่มตราโล่ปราสาทแดง สัญญลักษณ์ที่บริเวณกระโปรงหน้า ![]() ![]() Beetle ปี 1952 - กะทะล้อจากขอบ 16 นิ้ว มาเป็น 15 นิ้ว - กระจกด้านข้าง ด้านประตูหน้าทั้งสอง มีกระจกหูช้าง 3 เหลี่ยม ระบายลม - ที่เปิดตรงกระโปรงท้าย เปลี่ยนเป็น รูปตัว T - ช่องเก็บของบนแผงหน้าปัด มีฝาปิด (แต่เดิม เปิดโล่ง) ![]() Beetle ปี 1953 กระจกบังลมหลัง เปลี่ยนจาก 2 จอ เป็น จอเดียว แต่ยังแคบเหมือนเดิม จึงเรียกกันว่า รุ่น จอแคบ ![]() Beetle ปี 1954 เครื่อง จาก 1,100 cc. เพิ่มเป็น 1,200 cc. แรงม้า จาก 35 แรงม้า มาเป็น 36 แรงม้า รวม กุญแจสตาร์ท กับ กุญแจสวิสท์ ให้มาอยู่เป็นที่เป็นทางตัวเดียวกัน ![]() ![]() Beetle ปี 1955 เปลี่ยนไฟเลี้ยวแบบแขนยก รุ่นติดข้างตัวรถ มาเป็น ดวงโคมเล็กๆ อยู่หน้ารถ แต่ติดตั้งไว้ต่ำใกล้กับขอบบ ังโคลน ล้อหน้าของรถ ![]() Beetle ปี 1956 เพิ่มท่อไอเสียโครเมี่ยมคู่ แล้วเบาะนั่งปรับเปลี่ยนให้สะดวกขึ้น ![]() ![]() Beetle ปี 1957 ไฟเลี้ยวเคยติดอยู่ต่ำ กระโดดขึ้นมาบนบังโคลนล้อหน้า แบบที่เห็นในปัจจุบันทำให้มองเห็นง่าย ![]() ![]() Beetle ปี 1958 ระบบคลัชท์ปรับปรุงให้ดีขึ้น ระบบเบรคทำดุมเบรคให้กว้างมากขึ้น ![]() ![]() Beetle ปี 1959 เครื่องยนต์ออกแบบให้มีความคงทนมากยิ่งขึ้น โดย 100,000 กม. ไม่ต้องยกเครื่อง ![]() ![]() Beetle ปี 1960 พวงมาลัย ทำเป็นเบ้าลึกเข้า เพื่อการจับจะได้ถนัดมากขึ้น ที่เปิดประตู ทำเป็นปุ่มกดเปิด ช่วงล่าง ติดเหล็กกันโคลงล้อหน้า เพื่อให้เกาะถนนดียิ่งขึ้น ระบบบังคับเลี้ยว ตรงพวงมาลัย เพิ่มโช้คอัพ (Steering Damper) กันพวงมาลัยสั่น ไดนาโม จาก 160 Watts เป็น 180 Watts รุ่นสุดท้ายสำหรับเครื่องยนต์ 36 แรงม้า ![]() ![]() Beetle ปี 1961 เครื่องยนต์เปลี่ยนจาก 36 แรงม้า มาเป็น 40 แรงม้า วิธีสังเกตเครื่องยนต์รุ่นใหม่ จะสังเกตได้ตรงแท่นรองไดนาโมชารท์ จะเป็นคนละชิ้นกับตัวเครื่อง ยึดด้วยน๊อต 4 ตัว แต่รุ่นก่อนจะเป็นตัวชิ้นเดียวก ับตัวเครื่อง แต่การผลิตเครื่องยนต์รุ่นนี้ คงเป็นการเริ่มต้นมีข้อบกพร่องให้จุกจิก กวนใจมาก เช่น เรื่องวาล์ว ห้องเกียร์ไม่คงทน แต่สิ่งที่เพิ่ม ก็ คือ ปุ่มฉีดน้ำล้างกระจก เนื้อทีใส่ของกว้างมากขึ้น ระบบกุญแจสตาร์ท มีระบบล๊อคกันสตาร์ทซ้ำ แต่รวมๆ แล้วรวนมาก หากจะใช้รุ่นนี้ อาจต้องเปลี่ยนเครื่อง เปลี่ยนเกียร์ใหม่ ![]() ![]() Beetle ปี 1962 มีการแก้ไขข้อบกพร่องไปบ้าง แต่ก็ยังไม่หมดทันทีในครั้งแรก โดยเฉพาะห้องเกียร์ซิโครเมท มาแก้ตกเอาตั้งแต่หมายเลข Classis 4 500 000 จะเล่นรุ่นนี้ก็ดูหมายเลขกันให้ดี ยกเว้นเจ้าของเดิมเปลี่ยนหมดแล้ว สิ่งที่มีใหม่ในรุ่นนี้ ระบบฉีดน้ำแบบอัดลม โดยใช้ลมจากยางอะไหล่ที่วางไว้ตรงกระโปรงหน้า ระบบเฟืองเกียร์พวงมาลัยเปลี่ยนเป็นแบบ Worm and Roller ฝากระโปรงหน้าเสริมสปริง มีเกย์วัดน้ำมัน มาแทน ระบบ ถังน้ำมันอะไหล่ ![]() ![]() Beetle ปี 1963 มีการเปลี่ยนแปลงวัสดุหุ้มเบาะตอนกลางปี เป็นแบบใหม่ ทำความสะอาดง่าย กระจกหน้าตาทำได้ดี โดยรางกระจกมีไนรอนมารองรับ มีระบบไออุ่น มาจากห้องเครื่องยนต์ ตรงพัดลมต่อท่อมาหล่อห้องโดยสาร แก้ความหนาว พื้นรถมีการบุด้วยกระดาษน้ำมัน ทำให้เสียงภายในห้องโดยสารเงียบขึ้น ![]() ![]() Beetle ปี 1964 แตรพวงมาลัย จากรูปครึ่งวงกลม มาเป็น ก้านตรง เปลี่ยนวัสดุหุ้มเบาะใหม่ ดีขึ้น สำหรับรุ่นหลังคาเปิดแบบผ้าใบ ก็ เปลี่ยนเป็นหลาคาเปิดแบบเหล็ก ไฟส่องป้ายทะเบียนหลังเปลี่ยน จาก ทรงจมูกคน เป็นแบบรีๆกว้างๆขึ้น ![]() ![]() Beetle ปี 1965 รถตั้งแต่รุ่นนี้มีการเปลี่ยนเแปลงระบบเลข Classis ใหม่ ทำให้ดูรง่าย โดยดูจาก 3 ตัวหน้าของเลข Classis เลข 2 ตัวหน้า 11 หมายถึง รถเต่า 12 หมายถึง รถโฟลคตู้ 13 หมายถึง รถรุ่น 1500 แบบท้ายลาด ตรวจการ หรือ เต่า Super Star เลขหลักที่3 ของ 3 ตัวหน้า หมายถึงปี เช่น 115 ก็รถเต่า ปี 1965 6 ก็ 1966 7 ก็ 1967 ยัน รุ่นสุดท้าย กระจกบังลมหน้าปรับเปลี่ยนให้กว้างขึ้น ที่ปัดน้ำฝน เป็นแบบมีสปริงโค้งให้ยืดหยุ่น ปัดได้ดีกว่าเก่า ทีบังแดด ทำให้ดียิ่งขึ้นสะดวกต่อการใช้งาน ทีเปิดปิด กระโปรงหลังเป็นแบบกดปุ่ม แทนการหมุน ![]() ![]() Beetle ปี 1966 เป็นปีแรกที่เครื่องยนต์ 1300 ซีซี มาคู่กับ 1200 ซีซี เดิม ทำให้รุ่น 1300 ซีซี มีแรงม้า เป็น 50 โดยรุ่นนี้ ช่วงชักของกระบอกสูบจะยาวกว่า เครื่องยนต์ 1200 แล้วก็ตรงลูกสูบติด ชาฟ ที่ราวลิ้น เพิ่มรุ่นนี้สามารถโมดิฟราย จาก 1300 มาเป็น 1500 หรือ 1600 ซีซี สบายมาก แค่เปลี่ยน ลูกสูบ เสื้อสูบ และไปกว้านฝาสูบ (ข้อดี ของเครื่องยนต์รถโฟลค ก็คือ ทุกครั้งที่มีการยกเครื่อง จะได้เครื่องกลับมาเป็น Standard เพราะมันเปลี่ยนทั้งเสื้อ สูบ กระบอกสูบ แหวน โดยยกขายเป็นชุด เหมือนได้ เครื่องใหม่จากห้าง ตอนออกรถใหม่ๆ แล้วราคาไม่แพง นอกจากนั้น รุ่นนี้ได้ย้ายตัว Regulator จากในห้องเครื่อง มาไว้ใต้เบาะ แถมเปลี่ยนจากระบบธรรมดามาเป็นระบบควบคุมด้วย Transistor เพิ่มไฟ Hazan แล้วก็ ปุ่มกดเปลี่ยนไฟ สูงไฟต่ำ จากเป็นปุ่มอยู่ที่พื้นด้วยเท้ามาเป็ มาอยู่ที่ก้านโยกตรงพวงมาลัย สวิสท์แตรตรงพวงมาลัย กลับไปใช้แบบของเดิม รูปครึ่งวงกลม ![]() ![]() Beetle ปี 1967 ปีนี้เป็นการปฏิวัติระบบไฟฟ้า ใหม่ โดยเปลี่ยนจากระบบไฟฟ้า แบบ 6 โวลท์ มาเป็นระบบ 12โวลท์ ทำให้ ไฟสว่างมากยิ่งขึ้น การสตาร์ท ทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งแต่เดิมเคยสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้า ให้กับผู้ใช้ โฟค ก็ คือหาแตตารี่ ขนาด6 โวลท์ แอมป์สูงๆยาก ทำให้ รถรุ่นเก่าๆ ก็ไปปรับเปลี่ยนระบบไฟฟ้าตามก ันยกใหญ๋ สิ่งที่แต่ต่าง ในระบบ ไฟฟ้า 6 กับ 12 ก็คือ Fly Wheel รุ่น 6โวลท์ 109 ซี่ แต่ 12 โวลท์ 130 ซี่ ในขณะเดียวกันก็ออก เครื่องรุ่น 1500 ซีซี ขนาด 53 แรงม้ามาให้ เลือกอีกแบบ หนึ่ง แล้วก็ เปลี่ยนแปลง ระบบช่วงล่าง ของล้อหลัง ทำให้ออ่อนลงหน่อย เพื่อความนุ่มนวล แล้ว ติด คานรูปตัว Z เข้าไปทำให้รับน้ำหนักได้มากขึ้น ![]() ![]() Beetle ปี 1968 เป็นปีแรก ที่โฟลคออก รุ่นเกียร์ออโต้เมติก มาให้เลือกอีกแบบ หนึ่ง แล้วก็ออก รุ่นประหยัด 1200 ซีซี มาให้เลือกด้วย นัย ว่าเพื่อสนองนโยบาย ลดค่าครองชีพ โดยรุ่นนี้ ตัดเอา คิ้วโคเมียม ออก ในขณะเดียวกัน รุ่น 1300 และ 1500 ยังเหมือนเดิม เฉพาะ1500 เท่านั้นที่มีระบเกียร์ออโต้ฯ กันชน รุ่นนี้เปลี่ยนใหม่ จากที่กลมโค้งมน มี2ชั้นแบบรุ่นก่อน ก็ เป็น แบบ แผ่นเหล็ก ท่อนเดียว ช่องเติมน้ำมัน ย้ายออกมาอยู่ด้าน นอก ทางขวามือ ของตัวรถ ทำให้ ไม่ต้องเปิดประโปรงหน้า เวลาเติมน้ำมัน แบบรุ่นๆก่อน มือจับเปิดประตู เปลี่ยนเป็นแบบกลไก แทนแบบกดปุ่ม มีอหมุนภายในมี พลาสติกหุ้ม ![]() ![]() Beetle ปี 1969 ปรับปรุง เพลาหลัง จากระบบ Swing Axles (คือเพลาแบบแกว่งขึ้นลงได้) มาเป็น Double Joint Axles ทำให้ ล้อตั้งตรง กับแนวพื้น ไม่หุบ เหมือนรุ่นก่อน เมื่อยกล้อขึ้น ช่องเติมน้ำมัน มีระบบล๊อค โดยดึงห่วง จากแผงใต้หน้าปัดท์ แล้วก็ กลไกเปิดกระโปรงหน้าเปลี่ยนจาก แบบ ปุ่มดึงเป็นคันโยค ซ่อนอยู่ในช่องเก็บของ และช่องเก็บของมีระบบกุญแจ ล๊อค ![]() ![]() Beetle ปี 1970 จุดเด่นของรุ่นนี้ก็ คือ ตรงกระโปรงปิดเครื่องยนต์หลัง ได้เจาะรูเป็นซี่ แบบครีบระบายอากาศ ทำให้ ผู้ใช้หวั่นว่า เวลาเจอฝนในเมืองไทย จะทำให้จานจ่ายชื้น มีปัญหาเวลาจอดตากฝน เพราะว่าเวลาเครื่องติด ฝนทำอะไรไม่ได้ แรงลมจากพัดลมระบายความร้อน พัดออกหมดแล้วก็ปรับเปลี่ยนเครื ่องยนต์ จาก 1500 ซีซี เป็น 1600 ซีซี ทำให้ได้แรงม้า ถึง 57 แรงม้า ไฟเลี้ยวหน้ารถ และท้ายรถขยายให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมอีกนิด ![]() ![]() Beetle ปี 1971 ผลิตโฟล์คออกมา 2 แบบ คือ 1302 กับ 1302 S คือ เครื่อง 1300 และ 1600 ซีซี แต่ตรงที่ 1600 ซีซี ได้แรงม้าเพิ่ม เป็น 60 แรงม้า แล้วตรงตัวเก๋งด้านท้ายใกล้หน้าต่าง จะเจาช่องระบายอากาศ รูปพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว สำหรับผู้โยสาร ด้านหลัง ระบบกันสะเทือนหน้าเปลี่ยนจากระบบคานบิดอันลือเลื่องมานาน มาเป็นแบบคอลย์สปริง Mcperson Strut ทำให้หน้ารถโล่งยิ่งขึ้น ขยับถังน้ำมันให้อยู่ลึกเข้าไป ทำให้รูปทรงตัวรถอูมขึ้น เหมือนคนอ้วน เมื่อเปลี่ยนระบนี้ทำให้ วงเลี้ยว แคบเข้า ![]() ![]() Beetle ปี 1972 17 กุมภาพันธ์ 1972 สามารถผลิตและฉลองการผลิตที่ 15,007,034 Beetle และได้เปิดตัว รุ่น 1303 แบบ Super Beetle ลักษณะของรุ่นนี้ คล้ายกับ 1302 แต่ทรงจะมนและโค้งมากกว่า และความกว้างของมิติด้านข้าง จะมากกว่า ![]() ![]() Beetle ปี 1974 ้ประกาศจะหยุดการผลิตรถรุ่น Beetle ในเยอรมัน ถึงแม้ว่าการผลิตของรถ Beetle ในต่างประเทศที่ Hanover, Emden และ Brussels สำหรับการขายแถบ Europe จะดำเนินต่อไป ![]() ![]() Beetle ปี 1975 โรงงานในเยอรมันทำการจบการผลิตสำหรับ Beetle และสิ่งที่ทดแทนรถรุ่นนี้ ต่อไปจะเรียก 1303 convertible เข้ามาทดแทน ![]()
Beetle ปี 1978 ขยายฐานการผลิตใหม่ สำหรับ รถ Beetle ไปดำเนินต่อไปที่ โรงงานใน Mexico และ Brazil รถเหล่านี้ บางคันยังถูกส่งกลับมาขายที่ Germany ในรถปีนี้ มีการเปลี่ยนแปลง โดยเพิ่มระบบทำความร้อน ในห้องโดยสารเป็นแบบ rear heater outlets ไฟหน้าเป็นแบบ halogen headlights 1986 ที่เพิ่มระบบปัดน้ำฝนมี intermittent wipers ![]() ![]() Beetle ปี 1988 ระบบการควบคุมการจุดระเบิด จากหน้าทองขาวธรรมดาเป็นแบบมี ระบบ Electronics Ignition .เข้ามาแทน ![]() Beetle ปี 1990 เพิ่มมาตรฐาน alarm ลงไปในระบบเตือนของเครื่องยนต์ หากมีอะไรผิดปกติ ![]() |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|